หลังจากดองblogที่เขียนเล่าถึงเรื่องราวที่ได้เดินทางไปภาคใต้ค้างเอาไว้จากตอนที่แล้ววันนี้ก็ได้ฤกษ์มาเขียนต่อสักที :)

เพื่อการอ่านที่ได้อัถรส ขอเชิญไปอ่าน Part 1 ได้ที่นี่

เอาละเมื่อเราขึ้นเรือแล้ว ทีนี้เราก็ตื่นเต้นกันนิดๆเนื่องจากเป็นการเดินทางออกนอกประเทศทางเรือเป็นครั้งแรกของทั้งคู่ แถมผู้โดยสารคนอื่นๆส่วนใหญ่ก้จะเป็นทัวร์ หรือไม่ก็เป็นคนแถวนั้นที่เดินทางไปยังลังกาวีบ่อยแล้ว หานักท่องเที่ยวแบบเรานี่แทบจะไม่มีเลย แต่ถึงจะตื่นเต้นอย่างไร เราก็หลับ 
 

เมื่อเริ่มเห็นฝั่งของเกาะลังกาวี ก็เริ่มตื่นเต้นตูมตามกันเวอร์อยู่สองคน ตื่นเต้น ไม่ตื่นเต้นนไม่รู้ รู้แต่ว่าถ่ายก้าวแรกของตัวเองบนมาเลเซียไว้ด้วย หุหุเมื่อลงเรือแล้วก้อยากจะถ่ายรูปเล่นสักพัก แต่ก็ไม่ได้ ไม่ใช่เขาห้าม แต่กลัวจะหลง เลยต้องตามๆกันไปก่อน ไปถึงตม. ก็ยืนเข้าแถวปกติ พอจะถึงตัวเอง เขากลับบอกว่าเราต้องกรอกเอกสารอะไรด้วยก้ไม่รู้ ซึ่งคนอื่นเขาก้มีกันหมด ยกเว้นพวกเรา มัวแต่ตื่นตากันอยู่นั่นแหละ ก็ได้แต่ยิ้มแสยะๆ จนเจ้าหน้าที่มาเลเขาถามว่าอยุ่กี่วัน เราก็บอกว่าวันเดียว เขาเลยบอกว่า งั้นไม่ต้องกรอกก็ได้ :p

เมื่อหลุดออกจากตม.มาได้ มันก้กลายเป็นศุนย์การค้าขนาดใหญ่ ที่เรียกกันว่า Jetty Point ซึ่งมันก็คือชื่อท่าเรือด้วยนั่นแหละ ตอนนั้นเราสองคนหิวกันมาก และเวลาของมาเลเซียก้เร็วกว่าที่ไทย1ชั่วโมง ยิ่งดูนาฬิกา ท้องก็ยิ่งร้อง เดินหาอะไรแถวๆนั้นก้ดูไม่ค่อยน่ากิน มี KFC มี 7-11 มี Starbuck ไม่เอาดีกว่า เรามากินร้านอาหารร้านนึงที่อารมณ์คงประมาณ sisler บ้านเรา แนนกับตาลอ่านเมนูกันอยู่นานสองนาน สรุปบอกพนักงานว่า เอาแบบโต๊ะข้างๆ1ที่ ฮ่าฮ่า แต่เราก้สั่งอย่างอื่นเพิ่มมาอีกสองอย่าง ตามที่เขาแนะนำ อิ่มอร่อย สั่งแบบคนหิวก็เปนแบบนี้ เหลือสิค่ะ ทานกันไม่หมด แย่จริงๆ
 

จากนั้นเราก้เดินไปยังจตุรัสนกอินทรีที่อยุ่ใกล้ๆกัน ที่นั่นเป็นเหมือน Landmark ของเกาะลังกาวีเลย ใครมาแล้วไม่ได้ถ่ายรูปด้วยนี่เหมือนมาไม่ถึงนะเอ้อ! แดดก็ร้อน แต่เราสองคนก้ไม่ถอย ควักกล้องออกมาถ่ายกัน 2 คน 5 ตัว แบบไม่ค่อยจะแคร์ใคร :p
 
 

ที่นั่นหาpostcardก็ยาก หาสแตมป์ไม่ได้เลย
 
พอเราถ่ายรูปกันจนดำเป็นที่น่าพอใจแล้ว :'D เราก้เดินทางไปหารถTaxiเพื่อจะใช้เป็นพาหนะในการเดินทางของเราในช่วงเวลาที่เหลือต่อจากนี้ ระบบการขนส่งของที่นี่เขาไม่มีรถโดยสารนะคะ ต้องเช่ารถ หรือไม่ก็เหมาtaxiไป ซึ่งราคาเช่าน่าจะคุ้มกว่ามากกกก แต่ด้วยความที่เราสองคนขับรถไม่เป็น ก็เลยต้องเหมารถหนึ่งคัน เพื่อพาเราไปเที่ยวยังที่ต่างๆ ราคานั้นอยุ่ที่ 4 ชั่วโมง 100 RM แม่งแพงสัดอ่ะ แต่ทำไงได้ ก้ต้องยอมๆกันไป ลุงคนขับของเราชื่อลุงมาเนียม หน้าอย่างโหด แต่ใจดีจังเลย ก่อนอื่นลุงพาเราไปที่พักที่เราจองไว้ตั้งแต่อยุ่ที่ไทยไว้ ซึ่งต้องขอบคุณ agoda อีกแล้วที่ทำให้เราไม่เอ๋อจนเกินไปกับการเดินหาที่พัก ซึ่งได้มาในราคา700กว่าบาท ที่พักเป็น Motel เล็กๆห่างจากท่าเรือไปประมาณ 5กิโลเมตร ห้องพักก้เล็ก แต่อยุ่ได้สบายๆเลย ชื่อที่พักนี่ D'sa Motel มั้งนะ ก่อนอื่นเราก็ check in เอาของไปเก็บ มีเวลาไม่มากนักเพราะลุงมาเนียมรออยู่ เอาของไปแต่ที่จำเป็น นั่นก้คือ กล้องถ่ายรูป :p
 
 

ที่แรกที่เรารีเควสลุงก้คือ The Oriental Village ซึ่งมันจะมี Cable Car อันสูงๆให้ขึ้นด้วย อันนี้ก็เป็นอีกอันที่พลาดไม่ได้ แต่ด้วยวันที่เราไปนั้นเป็นวันเสาร์ โอโห คนเยอะมากกกก ส่วนใญ่เป็นมุสลิม หานักท่องเที่ยวก้ได้น้อยเหมือนกัน เรายืนต่อคิวกันเกือบชั่วโมงกว่าจะได้ขึ้น บัตรโดยสารราคา300บาท ซึ่งขณะต่อคิวก้มีดราม่าเล็กๆเกิดขึ้น เนื่องจากไออ้สาวจีนวัยรุ่นข้างหน้ามันจะแซงๆไปหาเพื่อนมัน แต่สตรีฝรั่งเห้นแล้วโมโห หันมาด่า รู้จักมั้ย คิว ยูวโน้?? ดูดูแล้วก็ขำดี แต่หลังจากนั้น ไอ้เด็กจีนมันเอากล้องมือถือออกมาพยายามถ่ายรูปตูดฝรั่งไว้ ถ่ายหน้า ถ่ายข้างๆ ถ่ายไปทำไมว่ะ สงสัยจะเอาไปให้เพื่อนดูว่า เฮ้ยนี่ไง คนนี้แม่งด่ากูว่ะ! แอ๊ะ ยังไง
 
 
 

ขึ้นcable car สนุกดี สูงดี ชอบ ยิ่งสูง ยิ่งหนาว เขามีสะพานอยู่ข้างบนด้วย อธิบายไม่ถูก ดูรูปประกอบแล้วกัน :)
อยุ่ข้างบนก็ได้ไม่นาน ก็ต้องลงและ เพราะเวลาของเรากับลุงมาเนียมก็จะหมดลงๆรูปเริปไม่ค่อยได้ถ่าย จริงๆเราก้พยายามจะยื้อๆ อยากถ่ายรูปให้ได้นานอีกหน่อย แต่คุณเพื่อนก้กลัวว่าลุงมาเนียมจะรอนาน พอไปถึงก็ทำหน้าเศร้าบอกลุงว่า โอย หมดเวลาแล้ว เที่ยวที่เดียวเอง ลุงก็บอกว่า ไม่เป็นไร เขาจะพาไปหาดทรายดำอีกที่นึง เวลาเกินไม่เป็นไร สบาย สบาย 
หาดทรายดำจริงๆแล้วก็มีที่มาจากคำสาปของเจ้าหญิงมัสซุรี ซึ่งถ้าใครอยากทราบเพิ่มเติมก้ขอให้ไปหาข้อมูลที่google.comนะคะ เราเองก้อ่านมาคร่าวๆ ไม่ได้อะไรมากเท่าไหร่ ซึ่งพอไปถึงก็ถามตาลว่า ไหนว่ะ ทรายดำ  จิงๆแล้วมันมีอยุ่จึ๋งเดียวเอง แต่ก้ไม่เป็นไรถ่ายรูป โดดโลดเต้นไปตามระเบียบ จากนั้นเดินกลับไปหาลุง ถามว่าลุง ไหนอ่ะ ทรายดำ ลุงบอกว่าเมื่อก่อนหน่ะ เยอะกว่านี้ แต่พอนานวันไป มันก็ยิ่งหายไป อืมมม ไม่รู้ไปไหนนะ แต่ทรายมันดำจริงๆ ถ้ามันดำทั้งหาด คงจะเท่ดี
 

จากนั้นก็ได้เวลากลับ บอกให้ลุงไปส่งเราที่ศูนย์กลางร้านค้าตลาดขายของขายขนม ลุงก้ไปส่ง ที่นั่นมี duty free เยอะแยะ ส่วนใหญ่ขาย Chocolate เราก็ซื้อมาจนกระเป๋าที่หนักอยู่แล้ว หนักขึ้นไปอีก - -"ตรงนั้นเป็นอารมณ์ตลาดโต้รุ่งบ้านเรา แต่จะไม่มีร้านอาหารมาผัดอะไรโฉ่งเฉงนะ ส่วนใหย่จะขายขนม ซึ่งแนนกะตาล ก็ลองกันเกือบทุกอย่าง อร่อยบ้าง แหวะบ้าง ปนปนกันไป เรามีความสุขกับการชิมไปบ่นไปมากกกกกก แต่มาอยุ่นี่ ด้วยความที่เราสองคนไม่กินเนื้อวัว แถมที่นี่ไม่กินเนื้อหมู เราจึงมีตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียวในการดำรงคืชีวิตอยู่ที่นี่ นั่นก็คือ เนื้อไก่ เมื่อกลางวันก้กินสเต็กไก่ ตกเย็น ก็กินเบอร์เกอร์ไก่ ไก่สะเต๊ะ เออ ลืมบอกว่าตอนอยู่สตูล ก็กินข้าวหมกไก่ และก้ไก่ย่าง โอย เบื่อไก่ไปชั่วขณะหนึ่ง
 

วันนั้นเรากลับห้องด้วยสภาพอิดโรย ถ่ยรุปจนแบทกล้องหมด ซวยแล้ว!!! ปลั๊กเสียกับที่ชาร์ตเราเข้ากันไม่ได้ :'( โอย ยัดเท่าไหร่ก้ไม่ได้ เกือบจะถอดใจแล้ว แต่คิดขึ้นมาได้ว่าลองเดินไปถามreceptionดีกว่า ว่าพอจะมีหัวแปลงปลั๊กให้เรายืมบ้างไหม ปรากดว่า มี !!! แต่ใอ้ที่เขามี เขาจะขายในราคา 4RM มั้ง ไม่แน่ใจ ซึ่งเราก็สองจิตสองใจ เอาไงดีว่ะ แต่ขอลองก่อน ปรากฏว่ามันก็เข้ากันไม่ได้อยู่ดี ซึ่งทีนี้ก็ถอดใจของจริง พรุ่งนี้ไปหลีเปีะ คงอดได้ภาพสวยๆแน่ๆเลย ทำหน้าเศร้าอยู่แปบนึง เขาก็บอกว่า เดียวไปหาให้ เขาก้ไปร้านค้าข้างๆ มีหัวแปลงปลั๊กไฟกลับติดมือมาให้เราด้วย เย่! ซึ่งทีนี้เขาไม่คิดเงินเราแล้ว เขาบอกว่า ใช้เสร็จก็วางไว้ที่ห้องนั้นแหละ ดีจังเลย ในที่สุด วันนี้ก็หลับสบายไร้กังวลสักที
 
 

เหนื่อยแล้ว เดียวมาต่อภาค3 ลังกาวี - หลีเปีะ :)
20022011 23:43

Comment

Comment:

Tweet

ว้าว ๆ อยากไปท่องเที่ยวเกาะหลีเป๊ะบ้างจังเลย อยากไปดำน้ำ อยากไปดูปะการัง อยากไปจับทรายละเอียด อยากไปทำไรหลาย ๆ อย่าง โดยรวมแล้วน่าไปครับ

#4 By Fah (58.8.139.185) on 2011-12-01 17:46

sad smile

#2 By Davolio on 2011-02-21 12:46

แอบเที่ยวตลอดๆ cry

#1 By Paa orKant on 2011-02-21 12:08