2555

posted on 25 Dec 2012 13:17 by nanzynanzy in Travelers
จะสิ้นปีแล้ว และอยู่ๆวันนี้ก็อยากเขียนบล๊อคเรื่องการเดินทางตลอดปี 2555 ขึ้นมา
 
เริ่มจากต้นปี เป็นการเดินทางที่ต่อเนื่องมาจาก 2554 เราเดินทางจากนิวเดลี ไปอัครา ไปชัยปุระ โยธปุระ พาราณสี และสุดท้ายที่โกลกาต้าในเวลา 12 วัน เรามีความสุขมาก เหมือนได้เจอว่านี่คือสิ่งที่เราชอบ และเราได้อยู่ที่นั่น อากาศตอนนั้นจัดได้ว่าเย็นเลยทีเดียว ที่อินเดีย เราได้นั่งกินNaanที่พื้นบนสถานีรถไฟ โดยสายตาคนอินเดียมองมาที่เราระคนสงสาร ฮ่าฮ่า เราก็ไม่รู้ว่าเราทำอะไรผิดหรือเปล่า ได้ยืนรอรถไฟที่พาราณสีโดยที่มีศพนอนอยู่ข้างๆ ได้เข้าไปยืนมองทัชมาฮาลที่สวยงามเหลือเกินด้วยตาของตัวเองอยู่เป็นเวลานาน เรามีความสุขมากกับการท่องเที่ยวในประเทศที่เราไม่ต้องสวย ไม่ต้องรวย แต่เรามีความสุขจากข้างในของเราได้ 
 
India : Dec 24, 2011 - Jan 4, 2012
 
หลังจากกลับมาได้เดือนกว่า เราก็ไปจังหวัดอุบลราชธานี เป็นการจองตั๋วข้ามปี เป้าหมายเราอยู่ที่สามพันโพก 
การเดินทางไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่า เราได้เริ่มขับรถทางไกล โดยมีผู้ร่วมทาง2คน ครั้งแรกที่นี่ (ปกติก็จะมีคนนั่งด้วยคนเดียว ไม่ประหม่าเท่าสองคน) เราขับรถที่เช่ามาจากตัวเมือง เพื่อไปสามพันโบก ไปโขงเจียม ไปผาแต้มเดินดูร่องรอยโบราณ ระหว่างทางมีแวะถ่ายรูป แวะกินอาหารร้านดัง กินอยู่แบบป๋าๆ ได้นอนโรงแรมเก่าๆ แล้วก็ได้นอนโรงแรมเก๋ๆสนุกดี อากาศตอนนั้นก็เริ่มหนาวด้วย แต่ก็อบอุ่นเมื่อมีผู้ร่วมทริปให้อุ่นใจ
 
จังหวัดอุบลราชธานี : Feb 17-20, 2012
 
เดือนเมษายน ขณะหยุดงานช่วงวันสงกรานต์ เรารู้สึกอยากออกเดินทางอีกครั้ง กับการวางแผนล่วงหน้า1วันเพื่อเดินทางไปเที่ยวเล่นที่โรงเกลือ และพักในที่พักเก๋ๆที่ชื่อ Le Bloc เป็นการเดินทางฉุกละหุกที่ไม่ได้วางแผนอะไรมาก เราได้เข้าไปดูกิจการคาสิโนที่อยู่ตรงกลางระหว่างไทยและเขมร ดูแล้วเวียนหัวนะ เด็ก ผู้ใหญ่มาเสี่ยงดวงกันเยอะเลย เห็นพวกตู้ๆกดๆเค้าหยอดได้เยอะแล้วเราก็อยากจะได้อย่างั้นบ้าง แล้วเราก็ข้ามไปฝั่งเขมร เพื่อตราปั๊มใน passport ของเราจะได้มีประเทศนี้สักที ได้นั่งกินมะพร้าวลูกนึง แล้วกลับออกมาเพราะฝนเริ่มตก วันกลับเราได้กินอาหารเวียตนามเจ้าดัง ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าที่นั้นเขามีอาหารเวียตนามเป็นจุดเด่น โอย พูดแล้วหิว
 
จังหวัดสระแก้ว ประเทศกัมพูชา : April 14-15, 2012 
 
ในช่วงต้นเดือนห้า เราได้ออกเดินทางอีกครั้งด้วยรถไป เป้าหมายคือลำปาง-เชียงใหม่ การเดินทางครั้งนี้จริงก้ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ ไม่สิต้องเรียกว่าไม่น่าเกิดขึ้นเลย.. เราได้ลองนั่งรถไฟชั้น2 (แบบนั่ง พัดลม) ซึ่งเป็นอะไรที่เราไม่เคย และรู้ได้ว่ามันก็เหนื่อยเหมือนกันนะ เพราะรถไฟไทยเล่นเลทอยู่นานเลยทีเดียว เมื่อความรู้สึกอ่อนล้าจากเหตุการณ์ต่างๆที่ได้พบเจอ เราเลือกที่จะกลับไปที่ที่เราเคยไปแล้ว แล้วเราก็ยังคิดถึงมันอยู่ตลอด เพื่อหวังให้มันช่วยรักษาเราได้ และมันก็ช่วยเราได้ไว้อย่างดี และทุกวันนี้ เราหวังว่าเราจะได้กลับไปหามันใหม่ แต่ไปเพราะความคิดถึง ไม่ได้ไปซบอกลำปางเพราะความอ่อนล้าอีกแล้ว
 
 
จังหวัดลำปาง-เชียงใหม่ : May 4-8, 2012
 
 
พอเริ่มเข้าเดือนสิงหาคม ตั๋วเครื่องบินไปประเทศมาเลเซียที่จองไว้นานแล้วก็สะกิดให้เราเดินทางอีกรอบ คราวนี้เราเหมือนไปตามรอยขนมหวานแสนอร่อยที่ผู้ร่วมทริปอยากกินอีกรอบที่มะละกา เราเดินทางเที่ยวในกัวลาลัมเปอร์อยู่1วันเต็มๆ และที่เหลือเราไปอยู่มะละกา โชคร้ายที่เราไม่สบาย เลยทำให้เที่ยวไม่สนุกเท่าที่ควรจะเป็น จะกินขนมหวานน้ำแข็งไส Cendol ก็ทำได้ยากเพราะไม่สบายอยู่ แต่่ก็ดื้อรั้นจกิน โชคดีที่ได้ไปซื้อยามากินในช่วงวันสุดท้าย พอให้เราได้มีแรงขึ้นมาบ้าง แต่ก็ช้าไปและเพราะวันสุดท้ายของเราตั้งใจจะชิวววอย่างเดียว :)
 
 
Malaysia : Aug 1-6, 2012
 
ต่อมาเดือนกันยายน เราได้เดินทางเป็นหมู่คระอีกครั้งกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ออฟฟิศ เดินทางไปขึ้นภูสอยดาว นอนค้าง2คืน กับระยะทาง 6กิโล เป็นการเดินป่าทางไกลครั้งแรกของเรา สนุกและเหนื่อยใช้ได้ทีเดียว ได้ทำกับข้าว ได้ล้อมวงเล่นไพ่ อากาศเย็นสบาย แต่ก็เสียที่ฝนตก จนทำให้เต้นท์ที่เรานอนมันแฉะไปหมด แต่ตื่นเต้นมากๆกลัวว่าฝนตกจะทำเต้นท์เราพัง กลัวเสือมาขย้ำเราตอนเรานอน แหม ก็คนมันไม่เคย 
 
ภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิษ Sept 7-10, 2012
 
การเดินทางครั้งต่อไปก็เป็นการเดินทางในรูปแบบใหม่ที่เราขับรถทางไกลไปกลับร่วม800กิโล เข้าประเทศพม่าผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ข้อมูลอยู่ในโพสที่แล้วแล้วก็คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เราได้เดินทางไปกับเพื่อนเก่า และได้เจอเพื่อนใหม่ที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกันแล้วเราก็มีคามสุขมาก ขอบคุณตาลที่ตามใจเราร่สมเดินทางมาด้วยกันในวันนั้น เป็นเพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้บ่น ถึงแม้จะบ่นก้ทำอะไรเราไม่ได้หรอก :p
 
สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี : Oct 20-23, 2012
 
สุดท้ายและกับเารเดินทางอันยาวนาน เราเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ไปหลายๆเมือง ไปเที่ยว กิน เดินเล่น ตั้งใจจะไปหาอะไรบางอย่าง แต่ก็เจออะไรหลายๆอย่าง แม้การเดินทางของเราจะไม่เหมือนสูตรสำเร็จของการเดินทางอย่างคนอื่นเขา แต่เราก็พอใจ และมีความสุขแบบที่เราเป็น แม้จะทุกข์เมื่อเจอสินค้าน่ารัก และอาหารน่ากิน ในราคาแสนแพงก็ตาม 
 
สุดท้าย การเดินทางของเราคงบอกไม่ได้ว่าจะหยุดลงเมื่อไหร่ ก็คงจนกว่าจะไปไม่ไหวนั่นแหละ หวังว่าเราคงจะมีเวลาให้เราได้เดินทางหาประสพการณ์ และเรียนรู้อะไรใหม่ๆได้อีกนาน และหวังว่าเราจะมีสักคนหนึ่งที่จะอยู่ข้างเรา และพร้อมเดินไปกับเราทุกครั้งที่เราต้องการ ขอบคุณณัฐที่ทำให้ความฝันหลายๆอย่างของเราเกิดขึ้นได้จริง ยอมรับในความงี่เง่า ขี้หนาว และขี้โรคของเราได้ ขอบคุณที่อยู่ในทุกๆที่ ที่แม้จะเป็นที่ที่เราชอบอย่างอินเดีย และที่ที่เราไม่เคยคิดจะได้มาอย่างญี่ปุ่น นัทก็อยู่กับเราและทำหน้าที่คนรักของเราได้เป็นอย่างดี 
ขอบคุณค่ะ :)
 

สังขละบุรี

posted on 24 Oct 2012 14:17 by nanzynanzy in Travelers
โห ไม่ได้เขียน blog นานเกือบปี ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรให้เขียนนะ แต่ขี้เกียจมากกว่า เพราะระหว่างทาง เราก็จดๆวาดๆลงสมุดที่พกติดตัวไปอยู่แล้วเลยขี้เกียจมาพิมพ์ซ้ำ :p
 
แต่มาในวันนี้ หลังจากกลับมาจากการเดินทางแบบใหม่ที่เราเองไม่เคยไปแบบนี้มาก่อน ก็รู้สึกว่ามันมีแต่เรื่องดีดี เรื่องน่ารัก และเรื่องสนุกเต็มไปหมดจนอยากจะแชร์เอาไว้หน่อย จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้แปลกอะไรกับคนที่ขับรถไปสังขละบุรี แต่สำหรับเรา ก็แอบตื่นเต้นนิดนึงเพราะแทบจะไม่เคยขับทางไกลขนาดนี้มาก่อน
 
 
08.19 น. วันที่ 20 ตุลาคม 2555
ออกเดินทางจากบ้านเรา ตามที่พ่อบอกให้ไปทางนครปฐม ตรงไปเรื่องๆเดี๋ยวก็เจอกาญจนบุรีเอง เราเองก็ไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาเยอะแยะ รู้เท่าที่พ่อบอกนั้นแหละ อาศัยอ่านป้ายบอกทางไปเรื่อยๆ เพราะเหตุนี้นี่เองเลยทำให้เราไปในทางที่รถมันติดๆ เสียเวลาจริงๆ (จำได้ว่าเคยนั่งรถตู้ไปเมืองกาญไม่เห็นรถจะติดแบบนี้เลยนะ) แต่ไม่เป็นไร ก็ขับมาเรื่อยๆ ถึงนครปฐมก็ดีใจแล้ว ขับไปเรื่อยๆเจอป้ายกาญจนบุรีก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย ต่อไปก็ง่ายและอยู่เมืองกาญ หาป้ายไปทางไทรโยค-ทองผาภูมิ-สังขละบุรี แวะกินนู้นๆนี่ๆเป็นพักๆ เราเองก็หน่วงๆ เพราะเมื่อคืนก็นอนดึกอยู่เหมือนกัน ใช้เวลาร่วม6ชั่วโมง ถึงสังขละบุรีจนได้ โคตรดีใจเลย ระหว่างทางทางก็คดเคี้ยวสมคำร่ำลือ แต่เราว่าไม่มากเท่าไหร่นะ :p พุ่งตรงไปที่พัก Haiku Guesthouse ก่อนเลย ไม่รู้ด้วยว่าตั้งอยู่ไหนของสังขละ ก็ขับไปเรื่อยๆก็เจอ เออ ง่ายดีนะ ที่พักเล็กๆน่ารักมี4-5ห้องเอง ลักษณะเป็นกระท่อมไม้ไผ่ เดินทีเสียงดังกร๊อบแกร๊บ แต่เย็นเหลือเชื่อ เราหลับพักขา พักตาสักแปบนึง ค่อยออกมาเดินเล่นที่สะพานมอญต่อ
 
 
สังขละบุรีเป็นอ.ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองกาญไกลถึง200กว่ากิโล อยู่ติดชายแดนไทย-พม่า ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ จริงๆเราเคยมาทีนึงแล้วตอนเด็กๆ ตอนนั้นจำความอะไรไม่ค่อยได้เลย รู้แค่ว่าเคยมีรูปถ่ายกับป้ายตะวันตกสุดแดนสยามอะไรประมาณนี้ เราอยากมาสังขละมานานมากๆๆๆแล้ว บางอารมณ์ก็อยากไปคนเดียว บางอารมณ์บอกว่าไปคนเดียวจะเปล่าเปลี่ยวกว่าเดิม สุดท้ายได้มากับเพื่อนรัก ได้มาก็ดีใจแล้ว :)
 
 
ตอนอยู่ตรงสะพานมอญ ก็เดิยถ่ายรูปไปมาๆอยู่อย่างนั้น นั่งดูพระอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้า ตามประสาทริปขี้เกียจหน่อยๆของเรา สักพักก็มีน้องๆ3คนมานั่งใกล้ๆ ชวนคุยไรเรื่อยเปื่อย แล้วเราก็ชวนเค้าไปกินข้าวด้วยกัน คุยกันถูกคอเลยชวนเขาไปนั่งกินไรกันต่อหน้าที่พักเราที่เปิดเป็นคาเฟ่เล็กๆชื่อ Graph Cafe' ขอบอกว่าอร่อยมาก อยู่แถวนี้3วัน กินโกโก้ร้านเค้าไป3แก้แล้ว โดยเฉพาะ โกโก้ใส่กล้วยปั่น อร่อยมาก :3 สุดท้ายแล้วก็แลก FB กันไว้จะได้มาคุยกันต่อตอนอยู่กรุงเทพฯ น่ารักดี ชอบความรู้สึกแบบนี้จัง...
 
21 ตุลาคม 2555
เนื่องจากคืนนี้ยังไม่มีที่พัก คืนก่อนหน้าขับรถผ่านเห็น hostel เปิดใหม่เลยเข้าไปถามและจองไปเรียบร้อย เลยทำให้วันนี้ได้ชิวกันทั้งวัน และเราก็ไม่ได้มีแผนอะไรพิเศษนอกจากตื่นเช้าไปตักบาตร ดูชาวมอญ ที่สะพานมอญในตอนเช้า พระจะมาบิณฑบาตรประมาณ6.20 แนะนำให้ไปก่อน ไปดูหมอกยามเช้า อากาศเย็นสบาย ให้หลับตรงนั้นก็ทำได้นะนี่พูดเลย สบายมากๆอ่ะ ตักบาตรเสร็จก็กินโจ๊กมอญ อร่อยดี ในหมูสับแบบที่ไม่ได้เป็นก้อนๆกลมๆ เป็นหมูสับจริงๆ มีหมี่กรอบด้วย แต่นักท่องเที่ยวโคตรเยอะเลย รีบกิน รีบไปดีกว่า กินเสร็จ เราก็ขับรถไปวัดวังวิเวการาม (วัดหลวงพ่ออุตมะ) ไปไหมหลวงพ่อที่เป็นที่เคารพของคนที่นี่สักหน่อย ไปไหว้เจดีย์พุทธคยาที่เป็นเหมือนlandmarkของสังขละบุรีด้วย เออลืมบอกว่าก่อนหน้าไปวัด เราก็เหมาเรือไปดูโบสถ์วัดวังฯที่จมน้ำ ช่วงนี้น้ำขึ้น เหลืออีกประมาณ2ฟุตก็มิดแล้ว ตื่นเต้นมากๆ อยากมาตอนหน้าไม่มีน้ำอีกที
 
 
ตรงที่เรานั่งเรือไปหน่ะ มันเป็นที่ที่ประกอบด้วยแม่น้ำ3สายมาบรรจบกัน ได้แก่ แม่น้ำบีคลี่ จากพม่า แม่น้ำซองกาเรีย แม่น้ำรันตี ไหลมารวมกันตรงจุดที่เรียกว่า สามประสพ แล้วมันก็จะไหลไปตามแม่น้ำแควน้อย
หน้าไม่มีน้ำที่พอจะเดินลงไปได้น่าจะอยู่ช่วงประมาณเดือนมีนา-พ.ค.นะ ถ้ามีโอกาสอยากมาอีกจัง :)
 
พอกลับจากวัด เราก็ไปกินข้าวที่ สมชายกาแฟสด เห็นในpantipเขารีวิวไว้เลยไปกินข้าวมั้ง ก็โอเค อิ่มกำลังดี
 
 
กลับมาเสร็จก็เนื่องจากไม่มีแผน เราเลยนั่งอยู่ร้านกาแฟยาวเลย เล่นเนตหาว่าจะไปไหนดี พอเจอก็ขี้เกียจ 555 นั่งเล่นอยู่อย่างนั้น จนถึงบ่ายแก่ๆเราก็ย้ายตัวไปที่พักอีกที่ที่เราจองไว้ แล้วเราก็นอนกลางวันต่อ...
 
 
ตื่นมาก็ออกไปถ่ายรูปเล่นที่จุดชมวิววังกะ ไปสั่งพิซซ่า แล้วรีบกลับมาดู the voice (ติ่งขนานแท้)
เรานั่งดูอยู่ที่โซฟาในhostel แล้วก็มีนักท่องเที่ยวคนอื่นมานั่งดูด้วย แล้วผนก็ตก แล้วไฟก็ดับแปบนึง เป็นบรรยากาศที่ดีทีเดียว พอโฆษณาก็รีบขับไปรับพิซซ่าที่สั่งไว้กินเป็นอาหารเย็น อ่า..ฟิน
 
พอดู the voice จบ ก็ใบ้เลย ไม่รู้จะไปไหน น้องๆกลุ่มนั้นเขาก็กลับไปตั้งแต่เช้าแล้ว เลยนั่งเล่นแปบนึง พี่เจ้าของเขาก็มาถามว่า เขาจะไปงานวัดตรงด่านเจดีย์สามองค์ ไปด้วยกันมั้ย //แทบไม่ต้องคิดคำตอบ ไปอยู่แล้วสิ :) เราไม่รู้ด้วยว่าตอนนั้นเขามีงาน เหมือนเป็นงานออกพรรษาอะไรสักอย่าง เป็นงานวัดเล็กๆที่มีแต่ภาษาพม่า มีคนพม่ามาเดิน ของเล่นก็เหมือนที่เห็นๆ มีชิงช้าสวรรค์ มีขายของ แต่เราชอบบรรยากาศนะ มันน่ารักดี นุ่งผ้าถุงมากันเต็มเลย หอบลูกจูงหลานทาทานาคากันขาวเต็มหน้า น่ารักดี
 
 
 
กลับมาถึงที่พักก็มาถามพี่ พรุ่งนี้หนูจะไปไหนดี ต้องออกจากสังขละไปแถวๆไทนโยคแล้ว แต่ก็อยากจะแวะไหนสักที่ก่อน พี่เขาเลยแนะนำให้เข้าไปพม่าดู และวาดแผนที่ให้เราเสร็จสรรพ ขอบคุณมากค่ะพี่แอน :)
 
 
22ตุลาคม 2555 
ตื่นเช้าหน่อย เตรียมตัวเข้าพม่ากัน ขับรถไปประมาณ20กิโลถึงด่านเจดีย์สามองค์ เสียค่ารถเข้า50บาท จ่ายค่าคนคนละ30บาท เข้าไปที่แรกคือตลาดพระยาตองชู ไปเดินตลาดเช้า ถ่ายรูปมันส์มาก พ่อค้าแม่ขายยิ้มแย้มดี ชวนคุยบ้างประปราย ได้กินหมูจุ่มที่พี่แอนบอกให้ลอง ลักษณะเป็นหมูเสียบไม้ ไม้ละ1บาท ประมาณไม้ละ1คำ มีเครื่องใน มีเนื้อ เลือกหยิบได้เลย มีน้ำซุปสีแดงๆอารมณ์น้ำพะโล้ให้ซดด้วย กินไป2คนกะตาล 20 ไม้ เสียดาย ถามเค้าเค้าบอกไม่มีข้าวสวย ไม่งั้นคงได้จริงจังสัก40บาท :o
 
 
 
 
จากนั้นไปวัดเสาร้อยต้น เป็นโบสถ์ที่มีเสาเยอะๆ ด้านนอกเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปหลายองค์มากกกกกก เรียงกันเป็นแถวเลย แล้วก็ขับขึ้นไปเจดีย์เหนือ ระทึกมาก เพราะทางชันมากกกกสุดๆ แล้วก็ก็ดันไปขึ้นตรงทางลงเค้าด้วย โชคดีไม่มีรถขับลงมาไม่งั้นไม่รู้จะถอยกันยังไงเลย ขึ้นไปเป็นเจดีย์สีทองสวยงาม มีวิวภูเขาพม่าให้ดูลับหูลับตา สบายตาดีจริงๆ ถึงตอนลงก็ได้ตื่นเต้นกันอีกรอบ
 
 
พอออกจากพม่าก็ขับตรงไปยังที่พักสุดท้ายของเราชื่อ บ้านกกกอด อยู่ติดเขื่อนท่าทุ่งนา มีแผนที่นะ แต่เป็นแผนที่จากตัวเมือง แล้วเราอยู่สังขละเลยต้องถามทางเป็นระยะ จนมาถึงจนได้แบบไม่หลงเลย ดีจิงๆ ถ้ามาจากสังขละ ก็ขับลงมาเรื่อยๆถึงทองผาภูมิ ลงมาไปทางไทรโยค ถามตำรวจท่องเที่ยวบอกขับไป30โลถึงแยกเลี้ยวโลด ก็ขับๆไป ตรงนั้นเหมือนเป็นทางลัดไปอ.ศรีสวัสดิ์ ก็ขับเข้าไปแบบไม่รู้ว่าต้องขับไปกี่กิโล ขับไป มองทางไป เจอป้ายเล็กๆ พวกเราก็ค่อยโล่งใจ ถึงแล้วววว :)
 
 
 
พอรถจอดเข้าที่ก็มีเจ้าถิ่งสี่ขามารับ ชื่อขนมผิง มันออกมารับเลยทำให้เจ้าของเขารู้และออกมาต้อนรับเราเช่นกัน ที่พักคืนนี้เราจองไว้เป็นกระโจมเต้นท์ หันหน้าเข้าหาเขื่อน โอยชอบมากกกกกก น่ารัก เลยหลับไป1ตื่น แหะๆ
ตื่นมาก็ออกไปเล่นน้ำ เล่นอยู่คนเดียว ตาลไม่ยอมลงด้วย แต่ก็มีคนอื่นเขาก็พายเรือ ลงเล่นน้ำอยู่ด้วยเหมือนกัน ชอบมาเลย เขื่อนนี่เป็นน้ำนิ่งๆ ไม่เชี่ยว เวลาน้ำขึ้นลงก็ขึ้นแบบสูง-ต่ำ เลยทำให้ไม่อันตรายนะ พอเล่นเสร็จก็ออกไปกินข้าวร้านครัคุณลุง ที่นี่เขาไม่มีอาหารขายนะ จะกินต้องขับออกไปกินเอง ครัวคุณลุง อาหารโอเคเลยนะ ไม่แพง รสชาดจัดจ้าน ชอบมาค่ะลุง 
 
 
 
เสร็จแล้วก็กลับมาเล่นกะหมา มีชื่อ ขนมถ้วย ขนมผิง และขนมหวาน โคตรน่ารักเลย ตัวใหญ่ขี้อ้อน เป็นโกลเด้นผสมบางแก้ว หลงเลย3ตัวนี้ จากนั้นก็นอนหลับ สบายมากๆ
 
23 ตุลาคม 2555
วันนี้วันหยุดวันปิยมหาราช ต้องเดินทางกลับเข้ากรุงแล้ว ไม่อยากเลย อยากอยู่ต่อ แต่ชีวิตคงต้องดำเนินต่อไป..เราขับรถ ก็ดูกันอยู่นานจะแวะไหนดี แล้วก็ไม่ได้แวะอีก เพราะเราอยากลงไปตรงสะพานข้ามแม่น้ำแคว ไปเดินเล่นแถวนั้นแปบนึง หาก๋วยเตี๋ยวเรือกิน แล้วก็แวะร้านขายของฝาก แล้วก็ตรงกลับบ้าน
 
ถึงกรุงเทพเรางงๆกับทางในกรุงเทพพอสมควร สุดท้ายเลือกกลับทางเพชรเกษม รถติด หงุดหงิดจริง
สุดท้ายแล้วเดินทางถึงบ้าน จบแล้วกับทริปขับรถร่วม800กิโลของเรา เหนื่อย แต่สนุกมาก ได้เจอมิตรภาพใหม่ๆ ได้เจอวัฒนธรรมใหม่ๆ ได้กิน ได้อยู่กับอะไรใหม่ๆ โคตรมีความสุขเลย
 
เราคงได้เจอกันอีกแน่นอน กาญจนบุรี :)
 
มีคนเคยบอกว่า ชีวิตก็เหมือนกับการเดินทาง บางทีสิ่งที่น่าสนใจ อาจไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่มันอาจจะอยู่ในสองข้างทางที่เราเดินผ่านก็เป็นได้..
 
2ปีที่ผ่านมา (2010-2011) เราเองได้เดินทางไปยังประเทศต่างนับแล้วก็6ประเทศถ้วน
จริงๆแล้วก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านเรานี่แหละ ได้แก่ ลาว พม่า เวียตนาม อินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
แต่ละที่ก็มีวิถีชีวิตของคนให้เราได้พบเห็นแตกต่างกันออกไป มันช่างมีสเหน่มากจริงๆ จะถึงตอนนี้ก็จะสิ้นปี2011แล้ว เลยอยากจะเขียนอะไรสักอย่างเพื่อทบทวนตัวเองว่า เรา ได้อะไรจากการเดินทางบ้าง
 
แต่ละคนก็มีจุดมุ่งหมายของการเดินทางแตกต่างกันออกไป และผลที่ได้มาก็อาจจะไม่ได้ตรงกับจุดมุ่งหมายเสมอไป
บางคนต้องการไปเพียงเพื่อพักผ่อน แต่กลับได้พบรักแท้
บางคนต้องการไปเพื่อค้นหาอะไรที่ทันสมัย เพียงเพื่อพบว่า วิถีในอดีตนั่นแหละที่สวยงามที่สุด
เรา ได้อะไรจากการเดินทางมากมาย แต่ถ้าเราเปิดใจ ยอมรับอะไรใหม่ๆให้เข้ามาในชีวิตด้วยละก็ นั่นคงเป็นกำไลที่เราแทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรเลย
 
1.เพื่อนเก่า
เพื่อนเก่า เราหมายถึงเพื่อนร่วมทางที่ออกเดินทางกับเราไปตั้งแต่ต้น เพื่อนเก่าไม่ใช่เพื่อนทุกคนที่ไปกับเรา เราจะรู้ว่าเพื่อนเก่าที่ได้มานั้น เขาคนนั้นก็จะเป็นคนที่เรานึกถึงคนแรกๆของการเดินทางในครั้งต่อไป มันจะเป็นคนที่เราพร้อมจะตามใจ ถ้ามันอยากจะไป หรือคนที่จะตามใจเรา ถ้าเราต้องการเช่นกัน เราว่าหายากนะ แต่ถ้าได้เจอแล้ว นั่นคือความโชคดีอย่างนึงเลยเชียว
 
2.เพื่อนใหม่
เพื่อนใหม่ เราครอบคลุมทั่วทุกประเภทเลย ไม่ว่าจะเป็นนักเดินทางชาติอื่นที่บังเอิญพบกัน เจ้าของเกสเฮ้าส์ใจดี คนขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อหมา หรือแม้แต่เด็กเล็กๆที่วิ่งผ่านแล้วยื่นดอกไม้ให้ ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนใหม่ที่น่ารักของเราทั้งนั้นเลย ความสุขของเรากับการพบเจอเพื่อนใหม่ คือการแลกเปลี่ยนความรู้กัน เคยมีเจ้าของเกสเฮ้าส์แนะนำร้านอาหารเด็ดๆในลำปาง หรือคนขายหมวกที่เวียตนามก็เคยสอนวิธีการดูหมวกของสาวเวียตนามในเมืองต่างๆ ชายอินเดียหน้าตาดุดันแต่ใจดี สาวญี่ปุ่นที่นอนด้วยกันในวันแรกที่เจอกันที่วังเวียง นั่นคือเพื่อนใหม่ที่น่ารักของเราทั้งนั้น เขาเหล่านั้นจำเราไม่ได้หรอก เพราะทั้งเขาและเราต่างเป็นคนตัวเล็กๆที่เดินทางผ่านไป และได้คุยกันแปบเดียว แต่ไม่รู้ทำไม ยิ่งตัวเล็ก เรายิ่งจำเขาได้ ไม่ค่อยลืม :)
 
3.อาหารใหม่
กรี๊ดดดดด ของกินท้องถิ่นที่น่ารักทั้งหลาย พูดแล้วก็คิดถึง ชอบมากเลยกับการได้กินอาหารท้องถิ่น อาหารพื้นเมืองของที่ต่างๆ เราไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมตามเกสเฮ็าส์ชอบเสริฟ์พวก ABF ไข่ดาว แฮม ไส้กรอก เขาน่าจะเสริฟ์อาหารพื้นบ้านของเขาเนอะว่าไหม ไปจีน เวียตนาม อินโดงี้ ได้กินแต่ไข่ ไข่ ไม่ใช่ไม่อยากกินนะ แต่ก็อยากกินอย่างอื่นมากกว่า ถ้าแบบไปเวียตนามแล้วเอาเฝอมาเสริฟ ก็คงน่ารักดี ไปอินเดียแล้วมีมัสมั่นกะโรตีก็คงแจ่ม หรือไปบาหลี แล้วมี Soto Ayam มาเสริฟ เราคงขอเขาเบิ้ลอีกชามแน่ๆ 
 
4.วัฒนธรรมใหม่
พูดถึงวัฒนธรรมใหม่ แค่เราก้าวออกจากบ้านเรา มันก็เป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เราต้องเจอแล้ว นี่ข้ามประเทศ ยังไงก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเจอ..บางที ถึงแม้เราคิดว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด มันก็ผิดในประเทศเขาแล้ว เราชอบจังเลยเวลาที่จะได้เจอวิธีการทักทายแบบใหม่ หรืออะไรใหม่ๆ ก็อย่างที่เขาว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม มันใช้ได้กับทุกที่เลยนะ เราจะเข้าไปในที่ๆใหม่ ที่ที่เราไม่เคยไปแล้วไปทำกร่าง ไปคิดว่ากูมีเงิน ทำไรก็ได้ แบบนั้นคงไม่ดีแน่ แบบนั้นคงเรียกได้ว่า มาเที่ยวไม่คุ้ม บางทีการที่เราเจออะไรแบบนี้ ก็เป็นอีก1กำไรที่เราได้จากการท่องเที่ยว เมื่อถึงจุดหมายปลายทางก็เป็นได การลดช่องว่างระหว่างไกด์กับเรา หรือเจ้าของเกสเฮ้าส์กับเรา อาจจะยิ่งทำให้เราได้พื้นที่ความรู้ในสมอง กับพื้นที่ฟูฟูในหัวใจ เมื่อเราได้รับการดูแลที่ดีมากจากคนเหล่านั้น
 
เอ๊ ทำไมตอนแรกที่จะเขียนบล๊อคนี้เราคิดอะไรได้ตั้งเยอะ พอพิมพ์จริงๆ กลับไม่รู้จะพิมพ์อะไร
เอาล่ะ การเดินทางไม่เคยสิ้นสุด แม้คนที่ไปรอบโลกมา8รอบก็ยั้งไปได้ไม่ครบ ถ้าเราไม่ได้เดินทางเข้าไปถึงจิตใจตัวเอง ความคิด และจิตวิญญานของคนนั้นมีระยะทางไกลมาก เริ่มเดินและสำรวจตัวเองว่า อะไรคือเป้าหมายของการเดินทางที่แท้จริง เพียงเพื่อถ่ายรูปลงเฟสบุคอวดเพื่อน ได้เที่ยวที่ใหม่ๆ สัมผัสอากาศหนาวๆ..เท่านั้นหรือ แต่นั่นก็คงเป็นเป็นเป้าหมายแล้ว แต่ถ้าอยากได้กำไร ก็ลองเปิดใจมองหาอะไรใหม่ๆดู
 
:)